ราคาแรง! ทุเรียนนนท์ขายเป็นลูก ราคาอยู่ที่ 5,000 – 40,000 บาท

แห่จองทุเรียนนนท์ตั้งแต่ในสวน ลูกละหมื่นถึงสี่หมื่นบาท ไม่ขายเป็นกิโล

นายวัชรเดช เกียรติชานน นายอำเภอบางกรวย และนายธีระ โรจนประดิษฐ์ ปลัดอำเภอ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ชมสวนทุเรียนในเขต อ.บางกรวย ซึ่งเป็นสวนทุเรียนของ ร.ต.สุจิตร ศตะกูรมะ และสวนทุเรียนของนายไพทูน ทรงจำปา ที่บริเวณ ม.4 ต.บางศรีทอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ปลูกทุเรียนหลายสายพันธุ์ เช่น ทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว กระดุม อีรวง หลงลับแล และพวงมณี รวมทั้งผลไม้อื่นๆ อีกหลายชนิด เป็นต้น

ซึ่งขณะนี้ทุเรียนที่ จ.นนทบุรี ขายเป็นลูก ไม่ได้ขายเป็นกิโลกรัม โดยราคาแต่ละลูกต้องตามขนาดว่าลูกใหญ่หรือว่าสวยต้องดูพลูของทุเรียนอีกว่ามากพลู หรือพลูใหญ่มากน้อยเพียงใด บางลูกก็จะมีราคาอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท แล้วแต่ขนาด ราคาต่ำสุดประมาณ 5,000-7,000บาท ซึ่งทุเรียนแต่ละสวนใน จ.นนทบุรี จะมีคนเข้ามาสั่งจองที่สวนเอง ไม่ได้ตัดไปวางขายตามท้องตลาด imperial-business-blog.com

ดังที่ทราบกันดีว่าทุเรียนนนท์ จะขึ้นชื่อในเรื่องของความอร่อย หอม มันหวาน ซึ่งนายวัชรเดช เกียรติชานน นายอำเภอบางกรวย ได้ปอกทุเรียนหมอนทองลูกละ 10,000 บาท เพื่อลองชิม และกล่าวว่ารสชาติของทุเรียนหอมหวาน มันอร่อย ได้รสชาติสมกับราคาจริงๆ ไม่เสียชื่อที่เป็นทุเรียนของ จ.นนทบุรี ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน

ตำรวจจราจรพัทยา เปิดใจ ถีบรถแท็กซี่ เพราะป้องกันตัวจากการถูกชน

จากกรณีมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เข้าทำการจับกุมรถแท็กซี่ สีชมพูคันหนึ่ง ซึ่งจอดในที่ห้ามจอด (ขาว-แดง) ริมถนนพัทยาสาย 2

โดยช่วงแรกของคลิปเป็นภาพการพูดคุยเจรจา ระหว่างตำรวจจราจรนายหนึ่งและคนขับแท็กซี่ที่นั่งอยู่ในรถ กระทั่งมีพนักงานคอกรถนำเครื่องล็อคล้อมาและจะทำการล็อคล้อแท็กซี่คันดังกล่าว แต่แท็กซี่พยายามจะขับรถออกจากจุดที่จอด แต่ก็มีรถสองแถวมาจอดขวาง ทำให้ไม่สามารถขับออกไปได้

ตำรวจจราจรคนดังกล่าวจึงเข้าไปพูดคุยอีกครั้ง แต่คนขับแท็กซี่ไม่ยอมลงจากรถ ตำรวจจราจรจึงถีบที่ประตูฝั่งคนขับไป 2 ครั้ง รถแท็กซี่จึงตัดสินใจถอยหลังและหักพวงมาลัยขับหลบสองแถว ที่จอดขวางทางอยู่ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยภายหลังคลิปดังกล่าวแพร่ออกไปทำให้คนในโลกออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา

ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (20 พ.ค.) ร.ต.ท.วสุธร รอง สว.จร.สภ.เมืองพัทยา ได้ออกมายอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า ตำรวจจราจรที่ปรากฏในคลิปนั้นคือตนเอง ก่อนเปิดเผยว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่กวดขันวินัยจราจรอยู่บนถนนพัทยาสาย 2 จนไปถึงบริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านพัทยากลาง

ตนพบรถแท็กซี่คันดังกล่าว จอดดับเครื่องยนต์อยู่ริมถนนซึ่งเป็นจุดที่ห้ามจอด (ขาว-แดง) จึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานและขอดูใบอนุญาตขับขี่ แต่คนขับกลับส่งใบสั่งที่ถูกจับในข้อหาใบขับขี่หมดอายุให้ดู

ตนจึงถือว่าคนขับแท็กซี่ไม่มีใบขับขี่ และจะทำการออกใบสั่ง แต่คนขับไม่ยอมรับข้อหา แถมยังพูดท้าทายและไม่ยอมรถจากรถ ซ้ำยังพยายามจะขับรถหลบหนี มีบังเอิญมีสองแถวมาจอดขวางเลยไปไม่ได้

ในระหว่างที่พนักงานคอกรถจะนำเครื่องล็อคล้อไปทำการล็อคล้อหลังอยู่นั้น จู่ๆ คนขับรถแท็กซี่ก็เหยียบคันเร่งพุ่งตัวออกไป จนเครื่องล็อดล้อกระเด็น ตนเกรงว่าจะถูกรถเฉี่ยวจึงใช้เท้าถีบตัวรถเพื่อให้พ้นจากการถูกเฉี่ยวชน เป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้ได้รับบาดเจ็บตามยุทธวิธี

ด้าน พ.ต.ต.อรุษ สภานนท์ สว.จร.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่องจึงสั่งการให้ ร.ต.ท.วสุธร ทำรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เบื้องต้น จากการสอบถามด้วยวาจาทราบว่า รถแท็กซี่คันดังกล่าวเดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาส่งผู้โดยสารที่เมืองพัทยา

และจอดรอรับลูกค้าขาจรที่อาจจะมาใช้บริการโดยสารเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่ห้ามจอด ระหว่างนั้น ร.ต.ท.วสุธร ขับผ่านมาเห็นจึงจะทำการออกใบสั่ง แต่คนขับรถแท็กซี่ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาและขับรถหนีไป

ภายหลังจึงโทรศัพท์ติดต่อไปที่อู่รถและได้มีการพูดคุยกับคนขับทราบชื่อ นายประเสริฐพร (ขอสงวนนามสกุล) เพื่อให้เดินทางมาพูดคุยกันที่ สภ.เมืองพัทยา แต่นายประเสริฐพร อ้างว่าไม่อยากมาเพราะระยะทางไกล และเสียเวลาทำมาหากิน

เบื้องต้น จึงให้ ร.ต.ท.วสุธร เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายประเสริฐพร รวม 3 ข้อหาคือ 1.จอดรถในที่ห้ามจอด 2.ขับรถโดยไม่นึกถึงอันตรายของผู้อื่น และ 3.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่จะดำเนินการออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป

หัวตักรถแบคโฮล้มตัดขา คนงานวัย 15 ปี เจ็บสาหัสคาบ่อบำบัดลึก

ระทึก! รถแบคโฮล้ม คนงานวัย 15 ปีถูกบุ้งกี๋ทับตัดขาเจ็บสาหัสคาบ่อบำบัดลึก 6 เมตร เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือ 

เมื่อเวลา 21.00 น. (18 พ.ค.) พ.ต.ท.พิทักษ์ เนินแสง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุรถแบคโฮล้ม ปลายบุ้งกี๋ทับคนงานมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดภายในโครงการก่อสร้าง ซอยบัวขาว 15 พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยารถอุปกรณ์ตัดถ่างรีบไปตรวจสอบที่เกิด

ที่เกิดเหตุบริเวณข้างคอนโดฯ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำมีความลึกประมาณ 6 เมตร กว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร พบรถแบคโฮขนาดใหญ่ล้มคว่ำตะแคงข้างอยู่ปากบ่อ ตัวแขนของรถล้มเอียงลงไปค้ำอยู่กับพื้นด้านล่างของบ่อ ส่วนปลายบุ้งกี๋ทับที่ช่วงเข่าข้างซ้ายจนแหลกละเอียด และขาข้างขวาหัก ทราบชื่อผู้บาดเจ็บคือ นายเต๋า (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี นอนร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือด้วยความเจ็บปวด แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำผู้บาดเจ็บออกมาได้เนื่องจากบุ้งกี๋มีขนาดใหญ่ และด้วยน้ำหนักของตัวรถจึงได้ประสานขอรถเครนขนาดใหญ่เข้ากู้ตัวรถแบคโฮ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงรถเครนขนาดใหญ่เข้ากู้รถแบคโฮ โดยการยกบุ้งกี๋ขนาดใหญ่ที่ทับขาคนเจ็บขึ้น โดยใช้เวลาไม่นานก็สามารถยกแขนแบคโฮขึ้นได้ และนำร่างผู้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ส่วนตัวคนขับรถแบคโฮไม่ยอมเปิดเผยถึงสาเหตุแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวพร้อมเชิญผู้ดูแลโครงการก่อสร้างไปสอบสวน

สอบถามกลุ่มคนงานที่อยู่ในโครงการก่อสร้าง เปิดเผยว่าก่อนเกิดเหตุนั้นผู้บาดเจ็บได้เทปูนอยู่ภายในบ่อบำบัดน้ำเสีย โดยมีรถแบคโฮใช้แขนหิ้วถังปูนขนาดใหญ่หย่อนลงไปในบ่อ แต่ด้วยน้ำหนักที่มากพอสมควร ทำให้รถแบคโฮ พลิกตะแคงล้มลงไปทับคนงานวัย 15 ปีที่อยู่ด้านล่างจนได้รับบาดเจ็บ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือดังกล่าว

เบื้องต้น พ.ต.ท.พิทักษ์ เนินแสง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ยังไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ หาสาเหตุและดำเนินคดีตามความผิดฐานต่างๆต่อไป

หนุ่มเลิกเมีย “ไลฟ์ผูกคอ” พยายามปลิดชีพหลายวิธี ครั้งนี้ตายสมความตั้งใจ

หนุ่มเลิกเมีย “ไลฟ์ผูกคอ” พยายามปลิดชีพหลายวิธี ครั้งนี้ตายสมความตั้งใจ พี่สาวช็อกนอนอยู่ในบ้านไม่รู้เรื่อง

เมื่อเวลา 03.00 น. (18 พ.ค.) พ.ต.ท.สุคนธ์ สงสกุล สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี รับแจ้งคนผูกคอเสียชีวิตที่บ้าน หมู่ 2 ต.บ้านโพธิ์ จึงไปตรวจสอบพร้อมกำลังฝ่ายสืบสวนแพทย์เวร รพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช และมูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี imperial-business-blog.com

ที่เกิดเหตุบริเวณเพิงหน้าร้านขายของชำพบศพ นายอลงกรณ์ อายุ 35 ปี ใช้เศษผ้าผูกคอตัวเองติดกับคานหลังคาเพิงพัก เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงนำลงมาตรวจพิสูจน์ไม่พบบาดแผลถูกทำร้ายและไม่พบร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ที่บนผ้าคลุมกันแดดใกล้กันมีโทรศัพท์ของผู้ตายต่อสายชาร์จแบตเตอรี่และเปิดไลฟ์เฟซบุ๊กวางอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม น.ส.อธิกัญญ์ อายุ 36 ปี พี่สาวผู้ตาย เล่าว่าน้องชายประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปมีครอบครัวอยู่ที่ จ.นนทบุรี อยู่กินกันมา 10 กว่าปีมีลูกด้วยกัน 2 คนและเมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมาน้องชายได้ทะเลาะกับภรรยาถึงขั้นเลิกกันน้องชายพยายามงอนง้อขอคืนดี เนื่องจากน้องชายรักภรรยาและลูกแต่ภรรยาไม่ยอมคืนดีด้วย จึงกลับมาอยู่ที่บ้านและเกิดอาการเครียดมีอาการซึมเศร้า น้องชายบ่นให้ฟังว่าอยากตาย เคยจะกระโดดจากที่สูง พยายามกินยาฆ่าตัวตาย และจะผูกคอตายมาหลายครั้งตนและมารดาพยายามปลอบใจ

กระทั่งก่อนเกิดเหตุน้องชายได้ดื่มสุราอยู่หน้าบ้านจนดึกทุกคนจึงเข้านอนปล่อยน้องชายนั่งอยู่ที่หน้าบ้านเพียงลำพัง กระทั่งตีสองกว่ามีเพื่อนน้องชายโทรมาบอกว่าน้องไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กผูกคอตายอยู่หน้าบ้านจึงรีบออกมาดูก็พบว่าน้องชายเสียชีวิตแล้ว ส่วนสาเหตุคาดว่าเกิดจากความเครียดและน้อยใจที่ง้อขอคืนดีแต่ภรรยาไม่ยอมดีด้วยจึงตัดสินใจผูกคอตายโดยไลฟ์สดให้ภรรยาได้ดูว่าผูกคอตายจริง หลังจากชันสูตรอย่างละเอียด ญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

แห่ขอเลขเด็ดพญานาค “โคกวัดกาไสย์” ร่ำลืออาถรรพ์ดินแดนลี้ลับ

ชาวบ้านแห่ขอเลขเด็ดโคกวัดกาไสย์ธรรมิการาม หมู่ 4 ตำบลทางพระ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ดินแดนลี้ลับ ชาวบ้านเชื่อเป็นเมืองลับแล มีวังพญานาคอยู่ใต้ล่างเฝ้าทรัพย์สมบัติ มีความอาถรรพ์ ความเฮี้ยน ความศักดิ์สิทธิ์ 

โดย นางสมหมาย อายุ 63 ปี พร้อมเพื่อนบ้านชาวบ้านในตำบลทางพระกว่า 200 คน ได้เดินทางมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บริเวณโคกวัดกาไสย์เพื่อขอเลขเด็ด แล้วมีการเข้าองค์ทรงเจ้า มีการร่ายรำคล้ายกับพญานาค เป็นการร่ายรำเป็นเหมือนกับการบอกใบ้ให้เลขเด็ด ให้ชาวบ้านนำไปเสี่ยงโชค

โคกวัดกาไสย์ พื้นที่บริเวณหน้าวัดกาไสย์ที่เป็นพื้นหน้าวัด ประมาณ 4 ไร่ที่ถมสูงขึ้นกว่าพื้นที่นามาแล้วหลายร้อยปีแล้ว มีต้นไม้ป่าไผ่ขึ้นปกคลุมโดยรอบพื้นที่แล้วมีสระน้ำโดยรอบ ด้านในมีการตั้งศาลไม้ทรงไทยติดกับพื้นดินมีการวางพระพุทธรูปขนาดใหญ่จำนวน 3 องค์ และมีเครื่องเซ่นไหว้พร้อมพวงมาลัยจำนวนมากวางโดยรอบศาล ในการยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน ที่ต่างมาขอพรรวมทั้งบนบานศาลกล่าว

โดยชาวบ้านต่างมีความเชื่อว่าเป็นเมืองลับแล ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเข้าไปหาหน่อไม้แล้วออกมาไม่ได้ บ้างก็เล่าเรื่องว่าในช่วงกลางคืนมีเสียงปี่เสียงกลองดังมาจากโคกวัดกาไสย์ มีหลายคนที่เข้าไปหากบแล้วต้องพลัดหลงเข้าไปในโคกวัดโดยไม่รู้ตัว และเชื่อว่าบริเวณใต้พื้นดินบริเวณโคกวัดกาไสย์นั้นมีทรัพย์สมบัติฝังอยู่จำนวนมาก โดยมีพญานาคที่อยู่ใต้ดินเฝ้าดูแล และที่ผ่านมาพบว่ามีชาวบ้านหลายคนที่ได้เข้าไปขุดค้นหาสมบัติต้องมีอันเป็นไปหลายราย

โดยก่อนหน้านี้ (9 พ.ค.) นางสาวกนกวลี สุริยะธรรม ตำแหน่ง ภัณฑารักษ์ ชำนาญการ หน่วยงาน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาความเชื่อมโยง ชุมชนทวาในอดีต ที่บริเวณหมู่ 2 และหมู่ 3 ตำบลทางพระ หลังพบหลักฐาน ภาพถ่ายทางอากาศ คล้ายเป็นที่ตั้งของชุมชนทวาในอดีต และยังมีการค้นพบวัตถุโบราณตามชั้นดินในตอนทำประปาหมู่บ้าน เชื่อเป็นชุมชนขนาดใหญ่อายุนับพันปี

นางสาวกนกวลี กล่าวว่า บริเวณร่องรอยที่พบเจดีย์ที่บริเวณโคกวัดกาไสย์นั้น บริเวณที่พบเห็นถูกรบกวนไปมากแล้ว ไม่สามารถบอกได้ว่ายอดเจดีย์ที่โผล่พ้นดินมานั้นเป็นของเก่าหรือว่าของใหม่ที่โดนดินทับถม ซึ่งการลงพื้นที่โคกวัดกาไสย์นั้น เป็นการลงมาตรวจสอบเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ในการเชื่อมโยงหลักฐานเพิ่มเติมชุมชนทวาในอดีต ที่บริเวณหมู่ 2 และหมู่ 3 ตำบลทางพระ เป็นแนวทางในการประกอบการพิจารณา ในการวางแผนตรวจสอบโบราณคดีในช่วงต่อไป

แต่สภาพในปัจจุบันเจดีย์ที่พบของโคกวัดกาไสย์นั้นยังบอกไม่ได้ ว่ามีอายุสมัยเก่าไปถึงแค่ไหนเนื่องจากร่องรอยหลักฐานยังไม่สามารถบอกได้ หากไม่พบหลักฐานในการบอกยุคสมัย เราต้องตรวจดูจากโบราณคดีเพื่อบอกสมัยอีกที ซึ่งบริเวณโคกวัดกาไสย์พบเพียงเจดีย์ไม่มีองค์ประกอบอื่นๆ อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นยอดเจดีย์เก่าที่หักพังหรือว่ามีชาวบ้านนำมาจากที่อื่นวางไว้แล้วโดนดินทับเป็นเวลานาน ทำให้การตรวจสอบเป็นไปได้ยากและพบเพียงเป็นช่วงปลียอดเจดีย์เท่านั้นซึ่งมีลักษณะคล้ายเจดีย์ที่พบเห็นได้โดยทั่วไป

เสียงร้องระงมรพ. หนุ่มพาน้องๆ เที่ยวพัทยา เก๋งเสียหลัก ดับ 4 สาหัส 2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 พ.ค.) เมื่อเวลา 21.30 น. สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี รับแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพุ่งชนป้ายรถเมล์ ก่อนเหินพุ่งขึ้นชนซ้ำกำแพง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บสาหัส 2 ราย เหตุเกิดที่อพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่ง ข้างศูนย์โตโยต้า บางละมุง ม. 2 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ที่เกิดเหตุพบประชาชนกว่า 50 คนมุงดูเหตุการณ์ รถยนต์เก๋งยี่ห้อ ซูซูกิ สวิฟ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ขษ 6071 ชลบุรี เสียหลังชนเข้ากับที่รอรถป้ายรถเมล์ แล้วเหินเข้าไปชนกับกำแพง ได้รับความเสียหายยับเยินทั้งคัน มีผู้บาดเจ็บติดภายในตัวรถทั้งหมด 4 ราย และกระเด็นออกมานอกตัวรถอีก 2 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯจึงเร่งใช้อุปกรณ์ตัดถ่างงัดนำร่างผู้บาดเจ็บทั้งหมดออกมาจากตัวรถ ซึ่งทั้งหมดได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งหมด เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯพยายามช่วยยื้ออย่างเต็มที่ แต่ผู้บาดเจ็บ 4 รายทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้บาดเจ็บอีกสองรายอาการสาหัสเช่นกันเจ้าหน้าที่จึงเร่งเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

ตรวจสอบทราบชื่อผู้เสียชีวิตรายแรกเป็นคนขับคือ นายอำพล อายุ 28 ปี พนักงานโรงงาน นายพายุ อายุ 15 ปี นายธันวา อายุ 19 ปี ส่วนรายที่ 4 ยังไม่ทราบชื่อ ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสอีกสองรายทราบชื่อคือนายวีรยุทธ อายุ 23 ปี รายที่ 2 ยังไม่ทราบชื่อ

เบื้องต้น ร.ต.อ.ประกาศิต พละเดช พนักงานสอบสวน เจ้าของคดี บันทึกภาพในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ส่วนสาเหตุการเกิดเหตุนั้นจะต้องตรวจสอบกล้องหน้ารถของผู้ตายและกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุอุบัติเหตุสลดอีกครั้ง

ร่างผู้เสียชีวิตนั้นได้มอบให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯเก็บรักษายังโรงพยาบาล รอญาติติดต่อรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนา ส่วนผู้บาดเจ็บทั้งสองรายนั้นส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลชลบุรี ยังอยู่ในอาการโคม่าทีมแพทย์ยังให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ บรรยากาศที่โรงพยาบาลบางละมุงมีกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตมาดูศพ คือนายอำพล และนายพายุ ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และนายวีรยุทธ ได้รับบาดเจ็บอาการโคม่า ซึ่งทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน อยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ฟูมฟายสนั่นลั่นโรงพยาบาล ทำให้บรรยากาศทั้งโรงพยาบาลมีแต่เสียร้องไห้ของกลุ่มญาติผู้ตาย

ซึ่งทางญาติยังได้เปิดเผยอีกว่าก่อนเหตุนายอำพล ได้มีปากเสียงทะเลาะกับภรรยา ก่อนจะนำรถไปรับน้องและเพื่อนๆ เพื่อจะไปเที่ยวพัทยา แต่ไม่ทราบสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุที่แท้จริง

ไฟไหม้บ้านย่านสาธุประดิษฐ์ คลอกสังเวยชีวิตพ่อแม่ลูก ดับ 3 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านแฝด ย่านสาธุประดิษฐ์ คลอดสด 3 พ่อแม่ลูกเสียชีวิตคากองเพลิง ตำรวจเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

ร.ต.อ.ธนกร ตั้งสกุล รอง สารวัตรสอบสวน สน.บางโพงพาง ได้รับแจ้งเหตุ เพลิงไหม้ และมีผู้เสียชีวิต หมู่บ้านแห่งหนึ่งภายใน ซอยสาธุประดิษฐ์ 15 แยก 8 แขวงช่องนนทรีย์ เขต ยานนาวา กรุงเทพ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เป็นบ้านแฝด 2 ชั้น มีแสงเพลิงจำนวนมากและกำลังลุกลาม สายไฟที่อยู่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่ต้องระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดกั้นเพลิงไม่ให้ลุกลามเนื่องจากมีบ้านปลูกติดกันหลายหลัง โดยใช้เวลา 30 นาที เพลิงจึงสงบ

จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 2 ราย ในสภาพถูกไฟคลอกไหม้ทั้งร่าง อยู่ในห้องนอนชั้นสอง 1 ราย ในห้องน้ำชั้นล่าง 2 ราย

สอบสวนเพื่อนบ้านในเบื้องต้นให้การว่า ปกติบ้านหลังดังกล่าวอยู่เป็นครอบครัว พ่อ แม่ และลูกสาว 2 คน โดยก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดหลายครั้ง จึงได้ออกมาดู ก่อนจะพบว่ามีเพลิงไหม้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบ กระทั่งพบผู้เสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้นคาดว่าเป็นสามีภรรยาและลูกสาวคนเล็ก เพราะลูกสาวอีกคนไปเรียนที่ จ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐาน และหาต้นเพลิง ก่อนสรุปสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ต่อไป

สาวแจ้งเห็นทารกถูกทิ้งขยะ แต่วันต่อมาสารภาพที่แท้เป็นลูกตัวเอง

คุณแม่ยังสาวสร้างเป็นพลเมืองดี พบเห็นเด็กทารกนำมาทิ้งกองขยะ แต่สุดท้ายก็เป็นทุกข์ใจหนัก ขึ้นโรงพักไปสารภาพว่ากุเรื่อง นั่นคือลูกตัวเองที่เกิดจากความไม่พร้อม

จากกรณีเมื่อช่วงเที่ยงวันของวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.คูบางหลวง จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งมีเด็กทารกถูกทิ้งบริเวณกองขยะ ด้านหลังบริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย รถกู้ชีพ รพ.ปทุมธานี

ในที่เกิดเหตุพบเป็นกองขยะที่มีเศษขยะทิ้งเกลื่อนริมทางโดยที่เด็กทารกนั้น มีพลเมืองดีอุ้มนำไปแอบหลบในร่มที่บ้านใกล้เคียง พบเป็นเด็กทารกแรกเกิด เพศหญิง ยังคงมีสายสะดือติดคาอยู่ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเพื่อดูแลเด็กและรอหน่วยงานส่วนเกี่ยวข้องรับไปดูแลต่อ imperial-business-blog.com

จากการสอบถามพยานผู้ที่พบเห็นเด็กเป็นคนแรก เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนกับลูกสาวกำลังขี่รถไปหาหมอ โดยที่ลูกสาวได้เห็นอะไรบางอย่างวางอยู่บนกองผ้าในปนอยู่ในกองขยะ ลักษณะขยับเขยื้อนได้ จึงจอดรถลงไปดูก็พบว่าเป็นทารกแรกเกิด ถูกแม่ใจร้ายนำมาทิ้งไว้ จึงรีบนำเข้าไปไว้ในที่ร่มก่อนจะรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่ปรากฏว่าล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ (10 พ.ค.) น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี พร้อมกับแฟนหนุ่ม ได้เดินทางมาที่ สภ.เมืองปทุมธานี เข้าพบ พ.ต.อ.พีรพล โชติกเสถียร ผกก.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.วิศิษฏ์ มะอักษร รองผกก.สส.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.ศุกรีย์ เลิศวงหัต สว.สส.สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อยอมรับว่าเด็กทารกที่พบเจอนั้น ที่แท้เป็นลูกของตัวเองที่เกิดขึ้นจากความไม่พร้อม

น.ส.เอ ซึ่งเป็นคนเดียวกันที่เป็นพยานพบเห็นเด็กทารก เปิดเผยว่า ตนทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง เคยแต่งงานกับสามีคนเก่าและมีลูกติดด้วยกัน 1 คน กระทั่งเลิกรากันและมาคบกับแฟนหนุ่มคนใหม่ เมื่อคบกันได้ประมาณ 10 เดือน เกิดพลาดตั้งท้องขึ้นมา แต่ด้วยความที่ครรภ์ไม่ใหญ่มาก ทำให้เพื่อนบ้านที่เช่าห้องอยู่ข้างกัน ไม่ได้สงสัยใดๆ

จนกระทั่งวันเกิดเหตุ ตนเกิดคลอดลูกออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว จึงได้กุเรื่องขึ้นว่าพบเด็กทารกถูกทิ้งที่กองขยะ จึงทำทีแสดงเป็นว่าเก็บเด็กได้ แต่ความจริงแล้วตนเองไม่ได้เจอจากกองขยะ แต่เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพราะต้องทำงานหาเงินคนเดียว ค่าใช้จ่ายซึ่งไม่เพียงพอ

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ก่อเหตุไป ก็รู้สึกไม่สบายและเป็นทุกข์ใจ ไม่อยากทอดทิ้งลูก จึงตัดสินใจมาขอรับลูกกลับไปเลี้ยงดูแลเองและจะตั้งใจสร้างครอบครัวให้ดีที่สุด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ แต่ว่ากล่าวตักเตือนและให้กำลังใจหญิงสาวผู้นี้

เปิดใจยายเด็ก 9 ขวบ ไม่เอาผิดชายเพี้ยนชวนหลานไปเดินขอทาน

จากกรณีอาสาจราจรสัตหีบ เดินตรวจความเรียบร้อยในงานวัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบเด็กเดินขอเงินผู้ที่มาทำบุญและท่องเที่ยวในงานวัดสัตหีบ จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าเด็กถูกพามาจากกรุงเทพฯ และไม่ได้กินข้าวมา 3 วันแล้ว ก่อนจะจับกุมตัว นายสมศักดิ์ หรือ โก๊ะ อายุ 22 ปี ชายที่เด็กอ้างว่าเป็นคนพามา

ขณะที่ล่าสุด เด็กชายได้เดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สัตหีบ โทรประสาน สน.บางซื่อ เพื่อติดต่อญาติมารับตัวน้องวัย 9 ปี ทราบชื่อคือ น้องวัน โดยมี นางสมนึก หรือ ยายแก้ว ยายของน้อง เดินทางไปรับตัวหลาน และสวมกอดเมื่อเห็นหน้าหลาน 24thminute.com

ทีมข่าวเดินทางมายังบ้านพักของน้องวัน ซึ่งได้เจอกับป้าแก้ว ยายของน้อง โดยเล่าว่า น้องออกไปเล่นข้างนอกบ้านเป็นประจำ และหายออกบ้านไปหลายครั้งแล้ว ซึ่งครั้งแรกน้องหายไป 1 วัน ก่อนทราบภายหลังว่าได้เดินทางไปกับนายโก๊ะ จนล่าสุดหายไป 3 วัน โดยไปเจอตัวน้องที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีตำรวจเป็นคนโทรมาแจ้งว่า พบตัวน้องอยู่ที่สัตหีบ โดยสวมใส่เสื้อแดง กางเกงแดง สภาพมอมแมม ตนพบหลานก็รู้สึกตกใจ 

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่ามี นายโก๊ะ เป็นคนพาน้องเดินทางไป แต่ลักษณะของนายโก๊ะ คล้ายสติไม่สมประกอบ เพราะไม่มีบ้านอาศัยอยู่ อีกทั้งชอบชักชวนเด็กๆ ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ตนเชื่อว่าน้องวันคงอยากไปเล่นน้ำ อยากเห็นทะเลจึงยอมไป ทั้งนี้วันที่น้องไปที่สัตหีบ น้องไม่ได้เดินขอเงินจากชาวบ้านตามที่นายโก๊ะบอก 

ยายแก้ว เล่าว่า ตนมีอาชีพเป็นพนักงานทำความสะอาด จึงไม่ได้ดูแลหลานตอนกลางวัน ซึ่งปกติน้องวัน จะวิ่งเล่นอยู่บริเวณละแวกแถวนี้ ไปใกล้สุดก็คือห้างฯ ใกล้บ้าน และเมื่อถึงช่วงค่ำ คนที่บ้านก็จะเป็นคนไปรับ เพราะน้องวันอ้างว่า พอเวลาถึงตอนค่ำ จะไม่กล้าเดินทางเข้ามาภายในซอยเพียงคนเดียว เพราะกลัวผี

อย่างไรก็ตาม ป้าแก้วยังบอกว่า หลังจากที่เจอกับนายโก๊ะ ก็ไม่รู้จะแจ้งความเอาผิดอะไร เพราะจากสภาพที่เห็นนายโก๊ะ ก็เป็นคนไม่ค่อยเต็ม ดังนั้นเมื่อได้หลานคืนแล้วก็ไม่คิดอะไร นอกจากนี้ จะให้น้องวันกลับไปเรียนที่โรงเรียนประจำที่จังหวัดชัยนาทเหมือนเดิม จะได้ไม่ออกมาซุกซนและทำให้คนที่บ้านเป็นห่วงแบบนี้อีก