หัวตักรถแบคโฮล้มตัดขา คนงานวัย 15 ปี เจ็บสาหัสคาบ่อบำบัดลึก

ระทึก! รถแบคโฮล้ม คนงานวัย 15 ปีถูกบุ้งกี๋ทับตัดขาเจ็บสาหัสคาบ่อบำบัดลึก 6 เมตร เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือ 

เมื่อเวลา 21.00 น. (18 พ.ค.) พ.ต.ท.พิทักษ์ เนินแสง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุรถแบคโฮล้ม ปลายบุ้งกี๋ทับคนงานมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดภายในโครงการก่อสร้าง ซอยบัวขาว 15 พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยารถอุปกรณ์ตัดถ่างรีบไปตรวจสอบที่เกิด

ที่เกิดเหตุบริเวณข้างคอนโดฯ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำมีความลึกประมาณ 6 เมตร กว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร พบรถแบคโฮขนาดใหญ่ล้มคว่ำตะแคงข้างอยู่ปากบ่อ ตัวแขนของรถล้มเอียงลงไปค้ำอยู่กับพื้นด้านล่างของบ่อ ส่วนปลายบุ้งกี๋ทับที่ช่วงเข่าข้างซ้ายจนแหลกละเอียด และขาข้างขวาหัก ทราบชื่อผู้บาดเจ็บคือ นายเต๋า (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี นอนร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือด้วยความเจ็บปวด แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำผู้บาดเจ็บออกมาได้เนื่องจากบุ้งกี๋มีขนาดใหญ่ และด้วยน้ำหนักของตัวรถจึงได้ประสานขอรถเครนขนาดใหญ่เข้ากู้ตัวรถแบคโฮ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงรถเครนขนาดใหญ่เข้ากู้รถแบคโฮ โดยการยกบุ้งกี๋ขนาดใหญ่ที่ทับขาคนเจ็บขึ้น โดยใช้เวลาไม่นานก็สามารถยกแขนแบคโฮขึ้นได้ และนำร่างผู้ได้รับบาดเจ็บ ก่อนทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ส่วนตัวคนขับรถแบคโฮไม่ยอมเปิดเผยถึงสาเหตุแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวพร้อมเชิญผู้ดูแลโครงการก่อสร้างไปสอบสวน

สอบถามกลุ่มคนงานที่อยู่ในโครงการก่อสร้าง เปิดเผยว่าก่อนเกิดเหตุนั้นผู้บาดเจ็บได้เทปูนอยู่ภายในบ่อบำบัดน้ำเสีย โดยมีรถแบคโฮใช้แขนหิ้วถังปูนขนาดใหญ่หย่อนลงไปในบ่อ แต่ด้วยน้ำหนักที่มากพอสมควร ทำให้รถแบคโฮ พลิกตะแคงล้มลงไปทับคนงานวัย 15 ปีที่อยู่ด้านล่างจนได้รับบาดเจ็บ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือดังกล่าว

เบื้องต้น พ.ต.ท.พิทักษ์ เนินแสง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ยังไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ หาสาเหตุและดำเนินคดีตามความผิดฐานต่างๆต่อไป

รอลุ้นศาลพิพากษาคดี “เปรี้ยว สวยหั่นศพ” 10 พ.ค.นี้

ศาลขอนแก่นเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี “เปรี้ยวสวยหั่นศพ” เป็นวันที่ 10 พฤษภาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาล จ.ขอนแก่น มีคำสั่งแจ้งถึงพนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น และ นายนพดล สีดาทัน ทนายโจทก์ร่วม ในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ระหว่าง พนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น กับ น.ส.ปรียานุช หรือ เปรี้ยว และพวกรวม 5 คน หลังก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.วริศรา หรือ แอ๋ม ในการเบิกตัวเข้ารับการฟังคำพิพากษาพิจารณาคดี ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.30 น.

นายนพดล กล่าวว่า คดีความดังกล่าวมีผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน แยกเป็น น.ส.เปรี้ยว น.ส.เอิน และ น.ส.แจ้ ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในแดนหญิง เรือนจำกลางขอนแก่น, นายวศิน ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ขณะที่ น.ส.เบนท์ อยู่ในระหว่างการประกันตัวโดยกองทุนยุติธรรม

น.ส.เปรี้ยว, เอิน, แจ้ และนายวศิน ถูกตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีเลขดำที่ 1957/60 ขณะที่ น.ส.เบนท์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาเดียวคือลักทรัพย์หรือรับของโจร เท่านั้น

นายนพดล กล่าวต่อว่า ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้มีคำสั่ง เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาจากเดิมวันที่ 29 มิิถุนายน 2561 มาเป็นวัน 10 พฤษภาคม ในเวลา 13.30 น. ซึ่งพนักงานอัยการ ทนายความโจทก์ร่วม ทนายความฝ่ายจำเลย ญาติของทั้ง 2 ฝ่าย จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยที่ศาลจะทำการเบิกตัว ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน มารับฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผลการพิจารณาคดีจะออกมาในรูปแบบใดนั้น ทุกฝ่ายก็พร้อมน้อมรับคำสั่งศาล

ตำรวจสายไหมปัดซ้อมโจ๋คาโรงพัก เพื่อให้รับคดี แม่บุกมาตอนแถลง

ตำรวจสายไหม ปัดซ้อมโจ๋คาโรงพักให้รับคดีฆ่าคนตาย ขู่เอาผิดทำภาพลักษณ์เสียหาย ยันไม่เคยเจรจาไกล่เกลี่ยตามที่เป็นข่าว

พ.ต.อ.ทนงศิลป์ มณีโชติ ผกก.สน.สายไหม พร้อมด้วย พ.ต.ท.ประพจน์ อนุศิริ รอง ผกก.สส.สน.สายไหม เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวกรณีที่มีการแชร์ในโลกโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็น แม่โพสต์ขอความเป็นธรรมลูกโดน ตร.ซ้อมให้รับคดีฆ่าคนตาย

พ.ต.อ.ทนงศิลป์ กล่าวว่า การชี้แจ้งในครั้งนี้สืบเนื่องจากมีการร้องเรียนจาก นายพงศธร อายุ 27 ปี และ น.ส.องุ่น อายุ 52 ปี แม่ลูกว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สายไหมคือ “พ.ต.ท.ประพจน์” ได้ทำร้ายร่างกาย ขณะคุมตัวสอบสวนอยู่ที่ห้องสืบสวน สน.สายไหม 

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอชี้แจ้งว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ในวันเกิดเหตุได้เชิญตัว นายพงศธร ไว้เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเนื่องจากอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้มีการแตะเนื้อต้องตัวและไม่ได้ใส่กุญแจมือ และทำการสอบสวนพร้อมทนายความซึ่งจากการสอบสวน นายพงศธร ให้การปฏิเสธ imperial-business-blog.com

พ.ต.อ.ทนงศิลป์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่จนได้ภาพกล้องวงจรปิด โดยปรากฎเป็นภาพ ว่า นายพงศธร ได้ลงมาจากรถของมือปืน จากนั้นได้พากันเดินไปดูผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน ก่อนที่มือปืนจะหลบหนีไป

จากนั้นศาลได้มีการอนุมัติหมายจับเจ้าหน้าที่จึงได้ถ่ายรูปทำประวัติตอนเวลา 15.00 น. ของวันที่ 28 เมษายน ซึ่งตอนนั้นผู้ต้องหายังมีสภาพร่างกายปกติไม่มีบาดแผลใดๆ ก่อนที่ผู้ต้องหาจะมีการมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน.สายไหม วันที่ 30 เม.ย. เพื่อเอาผิด พ.ต.ท.ประพจน์ ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม ก็ได้โพสต์ภาพว่าโดนทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ

พ.ต.อ.ทนงศิลป์ กล่าวว่าหลังจากนี้จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานไว้ก่อน ถ้าพบว่าทาง นายพงศธร มีการทำให้ภาพลักษณ์ ของเจ้าหน้าที่เสียหายก็จะดำเนินคดีกับผู้นั้น ขอยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่มีการขอเจรจากับทางผู้ต้องหา เพื่อขอไกล่เกลี่ยตามข่าวที่ปรากฏ

ทั้งนี้ ระหว่างการชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่า นายพงศธรและมารดา ได้เดินทางเข้ามาระหว่างการชี้แจงท่ามกลางความงุนงงของผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ พร้อมกล่าวขอความเป็นธรรมกับผู้สื่อข่าว โดย น.ส.องุ่นกล่าวว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เอามาเป็นหลักฐานของเจ้าหน้าที่นั้น เป็นภาพที่ตัดต่อมา เพราะตนมีหลักฐานเป็นภาพกล้องว่าลูกของตนไม่ได้มากับมือปืน พร้อมทั้งมีหลักฐานการตรวจร่างกายด้วยว่ามีการถูกทำร้ายร่างกายจริง

นายพงศธร กล่าวว่าตนถูกควบคุมตัวมาที่ห้องสืบสวน สน.สายไหม เมื่อไปถึงห้องสืบสวน ก็มีนายตำรวจนั่งอยู่ในห้องหลายคน ตั้งแต่ ผกก.สายไหม และระดับรองผกก. ก่อนจะถามว่า “ไอ้น้องไหนเล่ามาสิว่าคนยิงมันหลบหนีไปไหน ยังไง” ซึ่งตนก็ตอบไปว่าไม่ทราบเพราะไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนที่จะถูก รอง ผกก.สส.สน.สายไหม ทำร้ายร่างกายด้วยการตบใบหน้า 1 ครั้ง และล้มลง ก่อนจะใช้เท้ากระทืบต่อจนได้รับบาดเจ็บ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการชี้แจง เจ้าหน้าที่ได้นำภาพถ่ายขณะสอบสวนและภาพถ่ายตอนทำประวัติมาให้ผู้สื่อข่าวดูว่าผู้ต้องหาไม่มีร่องรอยบาดแผลแต่อย่างใด