ไฟไหม้บ้านย่านสาธุประดิษฐ์ คลอกสังเวยชีวิตพ่อแม่ลูก ดับ 3 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้บ้านแฝด ย่านสาธุประดิษฐ์ คลอดสด 3 พ่อแม่ลูกเสียชีวิตคากองเพลิง ตำรวจเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

ร.ต.อ.ธนกร ตั้งสกุล รอง สารวัตรสอบสวน สน.บางโพงพาง ได้รับแจ้งเหตุ เพลิงไหม้ และมีผู้เสียชีวิต หมู่บ้านแห่งหนึ่งภายใน ซอยสาธุประดิษฐ์ 15 แยก 8 แขวงช่องนนทรีย์ เขต ยานนาวา กรุงเทพ จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เป็นบ้านแฝด 2 ชั้น มีแสงเพลิงจำนวนมากและกำลังลุกลาม สายไฟที่อยู่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่ต้องระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดกั้นเพลิงไม่ให้ลุกลามเนื่องจากมีบ้านปลูกติดกันหลายหลัง โดยใช้เวลา 30 นาที เพลิงจึงสงบ

จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 2 ราย ในสภาพถูกไฟคลอกไหม้ทั้งร่าง อยู่ในห้องนอนชั้นสอง 1 ราย ในห้องน้ำชั้นล่าง 2 ราย

สอบสวนเพื่อนบ้านในเบื้องต้นให้การว่า ปกติบ้านหลังดังกล่าวอยู่เป็นครอบครัว พ่อ แม่ และลูกสาว 2 คน โดยก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดหลายครั้ง จึงได้ออกมาดู ก่อนจะพบว่ามีเพลิงไหม้ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบ กระทั่งพบผู้เสียชีวิตดังกล่าว

เบื้องต้นคาดว่าเป็นสามีภรรยาและลูกสาวคนเล็ก เพราะลูกสาวอีกคนไปเรียนที่ จ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐาน และหาต้นเพลิง ก่อนสรุปสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ต่อไป

สาวแจ้งเห็นทารกถูกทิ้งขยะ แต่วันต่อมาสารภาพที่แท้เป็นลูกตัวเอง

คุณแม่ยังสาวสร้างเป็นพลเมืองดี พบเห็นเด็กทารกนำมาทิ้งกองขยะ แต่สุดท้ายก็เป็นทุกข์ใจหนัก ขึ้นโรงพักไปสารภาพว่ากุเรื่อง นั่นคือลูกตัวเองที่เกิดจากความไม่พร้อม

จากกรณีเมื่อช่วงเที่ยงวันของวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.คูบางหลวง จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งมีเด็กทารกถูกทิ้งบริเวณกองขยะ ด้านหลังบริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย รถกู้ชีพ รพ.ปทุมธานี

ในที่เกิดเหตุพบเป็นกองขยะที่มีเศษขยะทิ้งเกลื่อนริมทางโดยที่เด็กทารกนั้น มีพลเมืองดีอุ้มนำไปแอบหลบในร่มที่บ้านใกล้เคียง พบเป็นเด็กทารกแรกเกิด เพศหญิง ยังคงมีสายสะดือติดคาอยู่ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือ ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเพื่อดูแลเด็กและรอหน่วยงานส่วนเกี่ยวข้องรับไปดูแลต่อ imperial-business-blog.com

จากการสอบถามพยานผู้ที่พบเห็นเด็กเป็นคนแรก เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนกับลูกสาวกำลังขี่รถไปหาหมอ โดยที่ลูกสาวได้เห็นอะไรบางอย่างวางอยู่บนกองผ้าในปนอยู่ในกองขยะ ลักษณะขยับเขยื้อนได้ จึงจอดรถลงไปดูก็พบว่าเป็นทารกแรกเกิด ถูกแม่ใจร้ายนำมาทิ้งไว้ จึงรีบนำเข้าไปไว้ในที่ร่มก่อนจะรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่ปรากฏว่าล่าสุดเมื่อคืนวานนี้ (10 พ.ค.) น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี พร้อมกับแฟนหนุ่ม ได้เดินทางมาที่ สภ.เมืองปทุมธานี เข้าพบ พ.ต.อ.พีรพล โชติกเสถียร ผกก.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.วิศิษฏ์ มะอักษร รองผกก.สส.สภ.เมืองปทุมธานี พ.ต.ท.ศุกรีย์ เลิศวงหัต สว.สส.สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อยอมรับว่าเด็กทารกที่พบเจอนั้น ที่แท้เป็นลูกของตัวเองที่เกิดขึ้นจากความไม่พร้อม

น.ส.เอ ซึ่งเป็นคนเดียวกันที่เป็นพยานพบเห็นเด็กทารก เปิดเผยว่า ตนทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง เคยแต่งงานกับสามีคนเก่าและมีลูกติดด้วยกัน 1 คน กระทั่งเลิกรากันและมาคบกับแฟนหนุ่มคนใหม่ เมื่อคบกันได้ประมาณ 10 เดือน เกิดพลาดตั้งท้องขึ้นมา แต่ด้วยความที่ครรภ์ไม่ใหญ่มาก ทำให้เพื่อนบ้านที่เช่าห้องอยู่ข้างกัน ไม่ได้สงสัยใดๆ

จนกระทั่งวันเกิดเหตุ ตนเกิดคลอดลูกออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว จึงได้กุเรื่องขึ้นว่าพบเด็กทารกถูกทิ้งที่กองขยะ จึงทำทีแสดงเป็นว่าเก็บเด็กได้ แต่ความจริงแล้วตนเองไม่ได้เจอจากกองขยะ แต่เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพราะต้องทำงานหาเงินคนเดียว ค่าใช้จ่ายซึ่งไม่เพียงพอ

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ก่อเหตุไป ก็รู้สึกไม่สบายและเป็นทุกข์ใจ ไม่อยากทอดทิ้งลูก จึงตัดสินใจมาขอรับลูกกลับไปเลี้ยงดูแลเองและจะตั้งใจสร้างครอบครัวให้ดีที่สุด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ แต่ว่ากล่าวตักเตือนและให้กำลังใจหญิงสาวผู้นี้

เปิดใจยายเด็ก 9 ขวบ ไม่เอาผิดชายเพี้ยนชวนหลานไปเดินขอทาน

จากกรณีอาสาจราจรสัตหีบ เดินตรวจความเรียบร้อยในงานวัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบเด็กเดินขอเงินผู้ที่มาทำบุญและท่องเที่ยวในงานวัดสัตหีบ จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าเด็กถูกพามาจากกรุงเทพฯ และไม่ได้กินข้าวมา 3 วันแล้ว ก่อนจะจับกุมตัว นายสมศักดิ์ หรือ โก๊ะ อายุ 22 ปี ชายที่เด็กอ้างว่าเป็นคนพามา

ขณะที่ล่าสุด เด็กชายได้เดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สัตหีบ โทรประสาน สน.บางซื่อ เพื่อติดต่อญาติมารับตัวน้องวัย 9 ปี ทราบชื่อคือ น้องวัน โดยมี นางสมนึก หรือ ยายแก้ว ยายของน้อง เดินทางไปรับตัวหลาน และสวมกอดเมื่อเห็นหน้าหลาน 24thminute.com

ทีมข่าวเดินทางมายังบ้านพักของน้องวัน ซึ่งได้เจอกับป้าแก้ว ยายของน้อง โดยเล่าว่า น้องออกไปเล่นข้างนอกบ้านเป็นประจำ และหายออกบ้านไปหลายครั้งแล้ว ซึ่งครั้งแรกน้องหายไป 1 วัน ก่อนทราบภายหลังว่าได้เดินทางไปกับนายโก๊ะ จนล่าสุดหายไป 3 วัน โดยไปเจอตัวน้องที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีตำรวจเป็นคนโทรมาแจ้งว่า พบตัวน้องอยู่ที่สัตหีบ โดยสวมใส่เสื้อแดง กางเกงแดง สภาพมอมแมม ตนพบหลานก็รู้สึกตกใจ 

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่ามี นายโก๊ะ เป็นคนพาน้องเดินทางไป แต่ลักษณะของนายโก๊ะ คล้ายสติไม่สมประกอบ เพราะไม่มีบ้านอาศัยอยู่ อีกทั้งชอบชักชวนเด็กๆ ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ตนเชื่อว่าน้องวันคงอยากไปเล่นน้ำ อยากเห็นทะเลจึงยอมไป ทั้งนี้วันที่น้องไปที่สัตหีบ น้องไม่ได้เดินขอเงินจากชาวบ้านตามที่นายโก๊ะบอก 

ยายแก้ว เล่าว่า ตนมีอาชีพเป็นพนักงานทำความสะอาด จึงไม่ได้ดูแลหลานตอนกลางวัน ซึ่งปกติน้องวัน จะวิ่งเล่นอยู่บริเวณละแวกแถวนี้ ไปใกล้สุดก็คือห้างฯ ใกล้บ้าน และเมื่อถึงช่วงค่ำ คนที่บ้านก็จะเป็นคนไปรับ เพราะน้องวันอ้างว่า พอเวลาถึงตอนค่ำ จะไม่กล้าเดินทางเข้ามาภายในซอยเพียงคนเดียว เพราะกลัวผี

อย่างไรก็ตาม ป้าแก้วยังบอกว่า หลังจากที่เจอกับนายโก๊ะ ก็ไม่รู้จะแจ้งความเอาผิดอะไร เพราะจากสภาพที่เห็นนายโก๊ะ ก็เป็นคนไม่ค่อยเต็ม ดังนั้นเมื่อได้หลานคืนแล้วก็ไม่คิดอะไร นอกจากนี้ จะให้น้องวันกลับไปเรียนที่โรงเรียนประจำที่จังหวัดชัยนาทเหมือนเดิม จะได้ไม่ออกมาซุกซนและทำให้คนที่บ้านเป็นห่วงแบบนี้อีก

รอลุ้นศาลพิพากษาคดี “เปรี้ยว สวยหั่นศพ” 10 พ.ค.นี้

ศาลขอนแก่นเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี “เปรี้ยวสวยหั่นศพ” เป็นวันที่ 10 พฤษภาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาล จ.ขอนแก่น มีคำสั่งแจ้งถึงพนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น และ นายนพดล สีดาทัน ทนายโจทก์ร่วม ในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ระหว่าง พนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น กับ น.ส.ปรียานุช หรือ เปรี้ยว และพวกรวม 5 คน หลังก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.วริศรา หรือ แอ๋ม ในการเบิกตัวเข้ารับการฟังคำพิพากษาพิจารณาคดี ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 เวลา 13.30 น.

นายนพดล กล่าวว่า คดีความดังกล่าวมีผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน แยกเป็น น.ส.เปรี้ยว น.ส.เอิน และ น.ส.แจ้ ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในแดนหญิง เรือนจำกลางขอนแก่น, นายวศิน ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ขณะที่ น.ส.เบนท์ อยู่ในระหว่างการประกันตัวโดยกองทุนยุติธรรม

น.ส.เปรี้ยว, เอิน, แจ้ และนายวศิน ถูกตั้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีเลขดำที่ 1957/60 ขณะที่ น.ส.เบนท์ ถูกตั้งข้อกล่าวหาเดียวคือลักทรัพย์หรือรับของโจร เท่านั้น

นายนพดล กล่าวต่อว่า ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้มีคำสั่ง เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาจากเดิมวันที่ 29 มิิถุนายน 2561 มาเป็นวัน 10 พฤษภาคม ในเวลา 13.30 น. ซึ่งพนักงานอัยการ ทนายความโจทก์ร่วม ทนายความฝ่ายจำเลย ญาติของทั้ง 2 ฝ่าย จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าว โดยที่ศาลจะทำการเบิกตัว ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน มารับฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผลการพิจารณาคดีจะออกมาในรูปแบบใดนั้น ทุกฝ่ายก็พร้อมน้อมรับคำสั่งศาล

ระเบิดโจมตีมัสยิด ศูนย์เลือกตั้งในอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 12 เจ็บอีกมาก

เกิดเหตุระเบิดโจมตีมัสยิดทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ทำให้มีเสียชีวิตแล้ว 12 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดโจมตีมัสยิดแห่งหนึ่งในจังหวัดโคสต์ (Khost) ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดย Habib Shah Ansari เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดโคสต์กล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บอีก 33 คน จากเหตุระเบิดโจมตีครั้งนี้

รายงานระบุว่า มัสยิดแห่งนี้ถูกใช้เป็นจุดลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาของอัฟกานิสถาน ที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดโจมตีดังกล่าว ทว่าก่อนหน้านี้กลุ่มตาลิบันและกลุ่มไอเอสได้ขู่จะโจมตีการเลือกตั้งในครั้งนี้

พ่อเลี้ยงใจโหด ตีลูก 3 ขวบช้ำในเสียชีวิต แม่ลั่นไม่มีการยอมความ

พ่อเลี้ยงใจอำมหิต ตบตีลูกเลี้ยงวัย 3 ขวบ ถึง 2 วันติด เหตุชอบปัสสาวะ-อุจจาระรดใส่ที่นอน ทำให้เด็กบอบช้ำหนัก ถึงขั้นเสียชีวิต

พ.ต.ท.วัชรชัย ศิริวิชัย สารวัตรสอบสอบสวน สภ.ศรีมโหสถจ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งจาก นายวุฒิศักดิ์ อายุ 24 ปี ว่า ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) อายุ 3 ขวบ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงมีอาการช็อกหมดสติและได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา พ.ต.ท.วัชรชัย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 ได้รับแจ้งจาก รพ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี มี ด.ญ.เอ อายุ 3 ขวบเสียชีวิต จากการชันสูตรร่วมกับแพทย์นิติเวชพบร่องรอยถูกทำร้ายร่างกายจนบอบช้ำภายใน ได้ส่งชันสูตรต่อที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร แพทย์ยืนยันเสียชีวิตจากถูกทำร้ายร่างกาย

จากการสอบสวน นายวุฒิศักดิ์ อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ทำร้ายร่างกายลูกเลี้ยง เนื่องจากชอบปัสสาวะ,อุจจาระรดที่นอน เกิดความโมโหจึงทำร้ายร่างกายรวม 2 วันติดต่อกัน จนวันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ลูกเลี้ยงช็อคหมดสติ จึงนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิต จึงได้ดำเนินคดีในข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ถึงแก่ความความตาย

นายวุฒิศักดิ์ เปิดเผยว่า ตนไม่ได้ตั้งใจแต่พลั้งมือทุบตีด้วยความโมโห และขอโทษต่อภรรยาและญาติๆ ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายแบบนี้ขึ้น ตนยอมรับผิดทุกอย่างวอนให้ทุกคนเห็นใจและเข้าใจ

ขณะที่ แม่ของเด็กหญิง กล่าวว่า ตนจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดไม่คิดว่า นายวุฒิศักดิ์จะกล้าตีลูกจนถึงเสียชีวิต และจะไม่ยอมความใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้นได้นำศพลูกสาวไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแก่งสีเสียด ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว

ตำรวจสายไหมปัดซ้อมโจ๋คาโรงพัก เพื่อให้รับคดี แม่บุกมาตอนแถลง

ตำรวจสายไหม ปัดซ้อมโจ๋คาโรงพักให้รับคดีฆ่าคนตาย ขู่เอาผิดทำภาพลักษณ์เสียหาย ยันไม่เคยเจรจาไกล่เกลี่ยตามที่เป็นข่าว

พ.ต.อ.ทนงศิลป์ มณีโชติ ผกก.สน.สายไหม พร้อมด้วย พ.ต.ท.ประพจน์ อนุศิริ รอง ผกก.สส.สน.สายไหม เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวกรณีที่มีการแชร์ในโลกโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็น แม่โพสต์ขอความเป็นธรรมลูกโดน ตร.ซ้อมให้รับคดีฆ่าคนตาย

พ.ต.อ.ทนงศิลป์ กล่าวว่า การชี้แจ้งในครั้งนี้สืบเนื่องจากมีการร้องเรียนจาก นายพงศธร อายุ 27 ปี และ น.ส.องุ่น อายุ 52 ปี แม่ลูกว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สายไหมคือ “พ.ต.ท.ประพจน์” ได้ทำร้ายร่างกาย ขณะคุมตัวสอบสวนอยู่ที่ห้องสืบสวน สน.สายไหม 

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอชี้แจ้งว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ในวันเกิดเหตุได้เชิญตัว นายพงศธร ไว้เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงเนื่องจากอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้มีการแตะเนื้อต้องตัวและไม่ได้ใส่กุญแจมือ และทำการสอบสวนพร้อมทนายความซึ่งจากการสอบสวน นายพงศธร ให้การปฏิเสธ imperial-business-blog.com

พ.ต.อ.ทนงศิลป์ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่จนได้ภาพกล้องวงจรปิด โดยปรากฎเป็นภาพ ว่า นายพงศธร ได้ลงมาจากรถของมือปืน จากนั้นได้พากันเดินไปดูผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน ก่อนที่มือปืนจะหลบหนีไป

จากนั้นศาลได้มีการอนุมัติหมายจับเจ้าหน้าที่จึงได้ถ่ายรูปทำประวัติตอนเวลา 15.00 น. ของวันที่ 28 เมษายน ซึ่งตอนนั้นผู้ต้องหายังมีสภาพร่างกายปกติไม่มีบาดแผลใดๆ ก่อนที่ผู้ต้องหาจะมีการมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน.สายไหม วันที่ 30 เม.ย. เพื่อเอาผิด พ.ต.ท.ประพจน์ ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม ก็ได้โพสต์ภาพว่าโดนทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ

พ.ต.อ.ทนงศิลป์ กล่าวว่าหลังจากนี้จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานไว้ก่อน ถ้าพบว่าทาง นายพงศธร มีการทำให้ภาพลักษณ์ ของเจ้าหน้าที่เสียหายก็จะดำเนินคดีกับผู้นั้น ขอยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่มีการขอเจรจากับทางผู้ต้องหา เพื่อขอไกล่เกลี่ยตามข่าวที่ปรากฏ

ทั้งนี้ ระหว่างการชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่า นายพงศธรและมารดา ได้เดินทางเข้ามาระหว่างการชี้แจงท่ามกลางความงุนงงของผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่ พร้อมกล่าวขอความเป็นธรรมกับผู้สื่อข่าว โดย น.ส.องุ่นกล่าวว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เอามาเป็นหลักฐานของเจ้าหน้าที่นั้น เป็นภาพที่ตัดต่อมา เพราะตนมีหลักฐานเป็นภาพกล้องว่าลูกของตนไม่ได้มากับมือปืน พร้อมทั้งมีหลักฐานการตรวจร่างกายด้วยว่ามีการถูกทำร้ายร่างกายจริง

นายพงศธร กล่าวว่าตนถูกควบคุมตัวมาที่ห้องสืบสวน สน.สายไหม เมื่อไปถึงห้องสืบสวน ก็มีนายตำรวจนั่งอยู่ในห้องหลายคน ตั้งแต่ ผกก.สายไหม และระดับรองผกก. ก่อนจะถามว่า “ไอ้น้องไหนเล่ามาสิว่าคนยิงมันหลบหนีไปไหน ยังไง” ซึ่งตนก็ตอบไปว่าไม่ทราบเพราะไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนที่จะถูก รอง ผกก.สส.สน.สายไหม ทำร้ายร่างกายด้วยการตบใบหน้า 1 ครั้ง และล้มลง ก่อนจะใช้เท้ากระทืบต่อจนได้รับบาดเจ็บ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการชี้แจง เจ้าหน้าที่ได้นำภาพถ่ายขณะสอบสวนและภาพถ่ายตอนทำประวัติมาให้ผู้สื่อข่าวดูว่าผู้ต้องหาไม่มีร่องรอยบาดแผลแต่อย่างใด

เกษตรกร 25 จังหวัด ร้อง DSI ถูกหลอกปลูกมันเทศญี่ปุ่น เบี้ยวไม่รับซื้อ

วันนี้ (3 พ.ค. 61) มีรายงานว่า เกษตรกรกว่า 25 จังหวัด ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ถูกบริษัทเอกชนชักชวนให้ซื้อยอดพันธุ์และปลูกมันเทศญี่ปุ่นพันธุ์ไข่ พันธุ์โอกินาว่า และ พันธุ์เบนิฮารุกะ ของบริษัทในราคายอดพันธุ์ละ 10 บาท เพื่อผลิตยอดพันธุ์ขายให้กับทางบริษัทฯ โดยบริษัทฯ อ้างว่า “จะรับซื้อผลผลิตทุกยอดถึงที่และจ่ายเงินสด” ในราคายอดละ 4.5 บาท ทำให้มีเกษตรกรหลงเชื่อถือและเข้าร่วมโครงการฯมากกว่า 500 ราย 24thminute.com

แต่เมื่อถึงเวลา เกษตรกรกลับต้องนำผลผลิตยอดพันธุ์ไปส่งขายให้กับบริษัทเองที่ อ.ปักธงชัย จ.โคราช และถูกตั้งแง่สารพัด ซึ่งอ้างว่า ยอดพันธุ์ไม่ได้ขนาดบ้าง ความยาวไม่พอบ้าง ที่สำคัญยังไม่จ่ายเงินทันที โดยให้เกษตรกรรอไปก่อนเพื่อรอคัดยอด จนเวลาเนิ่นนานผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่ได้รับเงิน บางรายได้รับเงินก็ชำระแบบกระปิดกระปอยไม่มีรายใดได้ครบ เมื่อทวงถามบ่อยๆ ก็จะตัดสายทิ้งหรือลบชื่อออกจากไลน์กลุ่มทันที จึงได้เดินทางเข้าร้องทุกข์ ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนปลูกมันเทศญี่ปุ่นให้กับบริษัทเป็นค่าเช่าที่ดิน ค่ายอดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน และค่าขนส่ง เป็นจำนวนมากมูลค่านับแสนบาทต่อราย เฉพาะค่ายอดพันธุ์ที่ต้องซื้อจากบริษัทต่อไร่ๆ ละ 4,000-5,000 ยอด มูลค่าเกือบแสนบาทแล้ว ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มักจะปลูกกันมากกว่า 2 ไร่ต่อรายขึ้นไปทั้งสิ้น แต่เมื่อถึงเวลาที่เก็บเกี่ยวยอดพันธุ์นำไปขายคืนให้บริษัทกลับไม่ได้รับเงินตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ที่สำคัญบริษัทดังกล่าวยังไปโฆษณาชวนเชื่อชักชวนเกษตรกรในจังหวัดอื่นๆ พื้นที่ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรที่ไม่รู้กลลวงตื้นลึกหนาบางได้ตกเป็นเหยื่อของบริษัทดังกล่าวเป็นลูกโซ่ต่อกันเป็นทอดๆ กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว

อย. เตือนดารารับรีวิวสินค้า หากมีผู้ใช้แล้วเสียชีวิต ต้องรับโทษสูงสุดและจำคุก

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงการควบคุมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่า เดิมการจดแจ้งเครื่องสำอางผู้ประกอบการจะต้องยื่นรายละเอียดสูตร ส่วนประกอบ และสถานที่ผลิต ในขั้นตอนที่เพิ่มเข้ามา ก็คือจะต้องมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบสถานที่ผลิตก่อนว่าเป็นไปตามมาตรฐานจึงจะออกใบอนุญาตให้ imperial-business-blog.com

ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนาม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนกรณีที่พบว่ามีการปลอมเลข อย.ทั้งการสวมอย.สินค้า และการกำหนดขึ้นมาเอง ได้มีการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อหาวิธีทำให้การปลอมแปลงทำได้ยากมากขึ้น

สำหรับเรื่องการรีวิวสินค้านั้น ทาง อย. ขอเตือนศิลปินดาราหรือใครก็ตามรีวิวผลิตภัณฑ์สุขภาพ หากต่อมามีผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์นั้นแล้วเสียชีวิต จะต้องรับโทษสูงสุดไม่ใช่แค่ปรับ และจะต้องถูกจำคุกด้วย ดังนั้นก่อนรับรีวิวจะต้องตรวจสอบสินค้าก่อน เพราะการรีวิวถือเป็นการโฆษณา โดยจะทำหนังสือถึงต้นสังกัดศิลปินดาราอีกครั้งเพื่อให้ตรวจสอบก่อนรับรีวิวหลังจากเคยส่งไปแต่ไม่ได้รับความสนใจ

สคบ. เตือน หลังมีหอพักหัวหมอ ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ แต่ขึ้นค่าส่วนกลาง

จากกรณีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2561 ที่จะมีผลในวันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป ซึ่งประกาศดังกล่าวห้ามผู้ประกอบการคิดค่าบริการกระแสไฟและน้ำประปา เกินกว่าอัตราที่ผู้บริการกระแสไฟและน้ำประปาเรียกเก็บ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีการพยายามหาแนวทางเรียกเก็บเงินผู้เช่าด้วยรูปแบบอื่น เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปโดยวิธีขึ้นค่าส่วนกลางแทน

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศแจ้งเตือนว่า ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบการทำกับผู้เช่า ต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด สำหรับอัตราค่าใช้จ่ายในการให้บริการ เช่น ค่าจดปริมาณกระแสไฟ ปริมาณการใช้น้ำปะปา ค่าสูบน้ำเพื่อเพิ่มแรงดันประปาในอาคาร

รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นถ้ามี ผู้ประกอบการสามารถเรียกเก็บได้เพียงเท่าที่ได้จ่ายไปจริง และมีเหตุผลอันสมควร โดยต้องแสดงวิธีการและกำหนดระยะเวลาชำระค่าใช้จ่ายในการให้บริการดังกล่าว ได้ตามที่จ่ายจริงและมีเหตุผลสมควรเท่านั้น โดยต้องแสดงวิธีการและกำหนดระยะเวลาในการชำระค่าบริการนั้นด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป หากสัญญาเช่าอาคารที่ทำกับผู้เช่าไม่เป็นไปตามคณะกรรมการว่าด้วยสัญญากำหนดจะมีความผิดทางกฎหมาย โดยผู้ประกอบการสามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1166 ส่วนผู้บริโภค หากเห็นว่าสัญญาไม่เป็นธรรม หรือเอารัดเอาเปรียบสามารถร้องเรียนต่อ สคบ.เพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้